วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560

ท่อไอเสีย มีประโยชน์ยังไงทำไมคนถึงเปลี่ยนกัน ?



ส่วนประกอบของท่อไอเสีย(Muffler)


สำหรับท่อไอเสีย(Muffler) นี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เหล่าวัยรุ่น วัยแรง และขาซิ่งทั้งหลายนิยมปรับแต่งกัน เพราะในส่วนนี้มันมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของการแต่งรถ จึงทำให้มีหลายโรงงานที่ทำการผลิตชุดท่อไอเสีย และปลายท่อไอเสียแต่งออกมาจำหน่ายกันเช่น HKS, JS RACING, MUGEN, WALD, JASMA, TRUST, GREDDY, BLITZ, A'PEXI, RALLIART, INJEN, IMPUL, AMUSE, STI, NISMO, TRDและ MAZDA SPEED ส่วนการทำงานของระบบท่อไอเสียจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ทางทีมงาน Boxzaracing.com ของเราจะพาไปชมกันครับ  
          ท่อไอเสียคือ ท่อทางเดินที่ใช้ในการระบายไอเสียออกจากเครื่องยนต์ และลดเสียงในการจุดระเบิดให้ลดน้อยลงแถมยังช่วยกรองมลพิษให้ออกมาภายนอกได้น้อยลง
ตัวอย่างท่อไอเสียแบบแต่ง

  สำหรับเจ้าไอเสียที่มันออกมาจากเครื่องยนต์นี้คือ สิ่งที่ยังคงหลงเหลือจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำการผสมกับอากาศ หรือไอดี ซึ่งมันจะประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, คาร์บอนมอนนอกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ไนโตรเจนไดออกไซด์, ฟอสฟอรัส และพวกโลหะหนักต่างๆ เช่น ตะกั่ว และโมลิบดีนัม ซึ่งเจ้าสารเหล่านี้จะออกมาในรูปแบบของก๊าซที่พุ่งออกมาภายใต้แรงดันของกระบอกสูบ และส่งต่อออกมายังท่อร่วมไอเสียแล้วออกไปสู่ปลายท่อไอเสียต่อไปนั่นเอง


แหล่งที่มา : http://car.boxzaracing.com/knowledge/47

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

มาทำความรู้จักกับ ไส้กรอกรถยนต์




         ไส้กรอกรถยนต์

ไส้กรองรถยนต์

ไส้กรองอากาศ (Air  filter) 

ไส้กรองอากาศมีหน้าที่สำคัญ  คือ  ดักฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์  แต่เมื่อใช้งานไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการอุดตัน  ส่งผลให้อากาศผ่านเข้าไปในกระบอกสูบได้น้อยลง  ทำให้การเผาไหม้ในห้องเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์  ปกติเราควรเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุก 20,000 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้นหากขับขี่รถในบริเวณที่มีฝุ่นมากเป็นประจำ  เมื่อไส้กรองอากาศสกปรกจะสามารถสังเกตอาการของรถยนต์ได้  ดังนี้
   1.  เครื่องยนต์กำลังตก
   2.  เครื่องยนต์สั่น
   3.  สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ
   4.  ควันไอเสียมีสีดำ
โดยทั่วไปปริมาณอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์นั้นมี น้ำหนักประมาณ 15 เท่าของน้ำมันเชื้อเพลิงหรือประมาณ 100-200 ลบ.ฟุต ต่อนาที  ซึ่งนับว่ามีปริมาณค่อนข้างเยอะทีเดียว  หากมีฝุ่นผงสิ่งสกปรกปะปนอยู่ในอากาศ  และสิ่งเหล่านี้เข้าไปในห้องเผาไหม้  จะทำให้เกิดการสึกหรอในเครื่องยนต์สูง  จากอายุการใช้งาน  200,000  กม. อาจจะลดลงมาเหลือแค่ 50,000 กม. ก็เป็นได้  ด้วยเหตุนี้จึงต้องมี “ไส้กรองอากาศ”  เอาไว้กรองหรือกักเก็บ สิ่งเหล่านี้เอาไว้  ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปในห้องเผาไหม้

นอกจากนั้น  ไส้กรองยังมีส่วนช่วยลดเสียงดังที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ดูดอากาศเข้าไปอีกด้วย  โดยไส้กรองจะทำหน้าที่เป็นผนังกั้นเสียงของลมที่ลูกสูบดูดเข้าไปในห้องเผาไหม้ทางท่อไอดีไส้กรองอากาศของรถยนต์  ที่นิยมใช้งานส่วนใหญ่  มีอยู่  2  ชนิด  คือ แบบเปียก  และแบบแห้ง

ไส้กรองอากาศแบบเปียก 

ไส้กรองแบบเปียก  หรือ “ไส้กรองแบบน้ำมัน”  ใช้น้ำมันเป็นตัวจัดการกับฝุ่นผง  ซึ่งนิยมใช้กันอยู่  ในรถรุ่นเก่าอย่างรถเบนซ์ยุค  “หลังเต่า”  หรือ “หลังคาโค้ง”  สมัยทศวรรษที่ 50 หรือในรถโฟล์ค  “เต่า”  ลักษณะของไส้กรองแบบเปียกจะมีน้ำมันหล่อไว้ภายใน  อากาศจะไหลผ่านไปในหม้อกรอง  ลงสู่ด้านล่างที่มีน้ำมันขังอยู่  เศษฝุ่นผง  ที่หนักกว่าจะวิ่งไปสู่น้ำมันและถูกจับเอาไว้  พร้อมกันนั้นอากาศที่วนกลับขึ้นสู่ด้านบนก็จะพาเอาละอองน้ำมันเป็นฝอยเล็ก ๆ ติดไปด้วย ฝุ่นละอองในอากาศจะเกาะกับฝอยน้ำมันเหล่านั้น  เมื่อผ่านตะแกรงโลหะก็จะถูกกรองเอาไว้  ต่อจากนั้นอากาศจะวนกลับลงมาอีกครั้ง  เข้าสู่ใจกลางหม้อกรองแล้วเข้าสู่ห้องเผาไหม้

ไส้กรองอากาศแบบแห้ง

ไส้กรองอากาศแบบแห้งส่วนใหญ่จะทำจากกระดาษกรองพับเป็นครีบ หรือบางทีก็ทำด้วยเส้นใยสังเคราะห์ รถรุ่นใหม่นิยมใช้ไส้กรองแบบนี้มาก เพราะมีน้ำหนักเบาใช้เนื้อที่น้อย หรือสามารถออกแบบในลักษณะต่างๆ เก็บไว้ตามที่ว่างได้ง่าย และไม่ยุ่งยากในการทำความสะอาด หรือเปลี่ยนใหม่

อย่างไรก็ตามระหว่างการใช้งานที่ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรอง เราก็ควรถอดออกมาทำความสะอาด ทุกๆ 2,000-5,000 กม. โดยขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น ถ้าขับรถยนต์อยู่ในเมืองเป็นประจำ หรือใช้งานในเส้นทางที่มีฝุ่นมาก ก็ควรทำความสะอาดบ่อยครั้งกว่า ถ้าเป็นไส้กรองแบบเปียกควรถอดออกมาล้างและเปลี่ยนน้ำมัน ส่วนพวกไส้กรองอากาศแบบแห้ง ชนิดที่ไส้กรองเป็นกระดาษธรรมดาสามารถนำมาเป่าทำความสะอาดได้โดยเป่าจากภายในออกสู่ภายนอก ถ้าเป่าย้อนทางจากภายนอกเข้าสู่ด้านใน ลมที่เป่าจะดันให้ละอองให้ฝังตัวลึกเข้าไปอีก ทำให้ไส้กรองอุดตันเร็วและมากกว่าเดิม

   ไส้กรองอากาศแบบแห้ง สามารถแบ่งตามลักษณะออกเป็น 2 ประเภทคือ แบบที่เป็นกระดาษกรอง หรือเส้นใยตามธรรมดา กับแบบที่มีน้ำยาเคลือบกระดาษกรองเอาไว้ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการดักจับสิ่งสกปรกให้ดีขึ้น ลักษณะคล้ายๆ กับพวกไส้กรองแบบเปียกนั่นเอง แต่ผู้ผลิตจะเคลือบน้ำยามาให้เรียบร้อย ไม่ต้องมาชโลมเองกันภายหลัง เมื่อไส้กรองอากาศผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง สิ่งสกปรกที่ติดอยู่กับไส้กรองก็จะทำให้ไส้กรองอุดตัน อากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปในห้องเผาไหม้ได้สะดวกและมากเท่าที่ควร เครื่องยนต์มีอัตราเร่งลดต่ำลงพร้อมทั้งมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงขึ้น จึงต้องทำการเปลี่ยนไส้กรองหรือทำความสะอาดไส้กรอง โดยทั่วไปไส้กรองอากาศนี้จะมีอายุการใช้งานประมาณ 10,000 กม. หรือ ตามที่บริษัทรถกำหนดไว้
แหล่งที่มา : https://www.cockpit.co.th/accessories.aspx?accessoriesID=4

ปั๊มติ๊ก คืออะไร? ทำงานยังไง



ปั๊มติ๊ก คืออะไร? ทำงานอย่างไร ? ==>  เรามีคำตอบ


ส่วนประกอบต่างๆ ของปั๊มติ๊ก


ปั๊มติ๊ก เพื่อนๆ หลายคนที่คลุกคลีอยู่กับรถซิ่ง รถแต่ง หรือรถแข่งคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่สำหรับหลายๆ คนที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรกับรถคุณปั๊มติ๊ก คือชื่อของปั๊มน้ำมันเพลิงในรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน สำหรับชื่อเรียกของมันนั้นเหตุมาจากลักษณะการทำงานของมัน ที่ใช้หลักการตัดต่อกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้แผ่นไดอะแฟรมขยับตัวเข้าออก เมื่อประกอบเข้ากับชุดลิ้นปิด-เปิด การขยับตัวของแผ่นไดอะเฟรมจะเกิดแรงดูด และแรงดันทำให้สามารถดูดน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังเชื้อเพลิงป้อนให้กับระบบเชื้อเพลิงได้ เพราะเหตุนี้การทำงานของมันจึงมีเสียงดัง ติ๊กๆ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า ปั๊มติ๊ก นั่นเอง
ตัวอย่างลักษณะหน้าตาของปั๊มติ๊ก

ในปัจจุบันนี้ เจ้าปั๊มเชื้อเพลิงลักษณะนี้หายากแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่ารถสมัยนี้ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ปั๊มเชื้อเพลิงแบบขับด้วยเฟือง และมอเตอร์ไฟฟ้าประกอบเป็นชุดเดียวกันกับชุดลูกลอยวัดระดับน้ำมัน และติดตั้งอยู่ในถังน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อเสียของปั๊มเชื้อเพลิงแบบไฟฟ้า คือเราจะรู้ได้ยังไงว่าปั๊มเชื้อเพลิงทำงานหรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นปั๊มติ๊ก มันจะมีเสียงให้ได้ยินว่าทำงานอยู่หรือไม่ แต่สำหรับรุ่นใหม่จะมีแค่อาการ 2-3 อย่างแสดงให้เห็น เช่นอยู่ๆ เครื่องยนต์ ก็ดับไปเฉยๆ แต่พอทิ้งเอาไว้ซักระยะหนึ่งก็สามารถติดเครื่องได้ หรือในบางครั้งเมื่อเร่งเครื่องแรงๆ ก็จะมีอาการสะดุด ให้ได้เห็น หรืออีกอย่างคือเครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระเชื้อเพลิงแทบทั้งสิ้น 
          สำหรับสาเหตุหลักๆ ที่สามารถทำให้ปั๊มติ๊กเสียหายได้นั้นก็จะมีอยู่หลายสาเหตุ เช่นการปล่อยให้ไฟเตือนน้ำมันโชว์บ่อยๆ ทั้งนี้ในขณะที่ไฟเตือนระดับน้ำมันโชว์นั้น มันแปลว่าน้ำมันในถังเชื้อเพลิงของรถคุณมีน้อยแล้ว ควรรีบเติม เนื่องจากเวลาที่คุณขับรถขึ้นลงสะพาน หรือเนินต่างๆ นั้น อย่างที่รู้กันดีว่าน้ำมันเป็นของเหลว ดังนั้นน้ำมันจะถ่ายเทไปยังจุดต่ำสุด ทำให้ในบางครั้งปั๊มติ๊กไม่สามารถดูดน้ำมันขึ้นมาได้ แต่จะดูดเอาอากาศเข้ามาแทน จึงทำให้ปั๊มเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูด น้ำมัน ไม่ใช่อากาศเกิดการเสียหายได้ในที่สุด 
  แหล่งที่มา : http://car.boxzaracing.com/knowledge/1840


ความรู้เรื่องเกียร์ออโต้



        7 ข้อควรรู้ในการขับรถระบบเกียร์ออโต้ให้ถูกต้องและปลอดภัย


วันนี้เรามีเคล็ดลับของการขับรถเกียร์ออโต้มาเปิดเผย เพื่อให้คุณปลอดภัย แถมยังประหยัดเงินได้อีกด้วย จะเป็นอย่างไรนั้น ตามมาอ่านกันได้เลย


เกียร์ auto

              








          ปัจจุบัน รถยนต์ในตลาดเมืองไทยส่วนใหญ่มักใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติหรือที่เรียกติดปากกันว่าเกียร์ออโต้ ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่เพราะระบบจะเปลี่ยนเกียร์ให้อัตโนมัติ โดยมีตำแหน่งของเกียร์ในการขับเคลื่อนรถยนต์ดังนี้
  • ตำแหน่ง P ใช้สำหรับจอดรถในตำแหน่งที่ไม่กีดขวางรถคันอื่นหรือจอดในบริเวณที่ลาดชัน
  • ตำแหน่ง R ใช้ในการถอยหลัง เป็นตำแหน่งที่อันตรายมากที่สุด ให้เหยียบเบรกทุกครั้งที่เข้าเกียร์ เพื่อให้รถถอยหลังอย่างช้า ๆ
  • ตำแหน่ง N เป็นตำแหน่งเกียร์ว่าง ใช้ในการหยุดรถชั่วคราวหรือจอดรถในตำแหน่งที่กีดขวางเส้นทางจราจร
  • ตำแหน่ง D ใช้ในการขับขี่เพื่อเดินหน้ารถตามปกติ
  • ตำแหน่ง 2 ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่ไม่สูงมากนัก และสามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร
  • ตำแหน่ง L ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่สูงมาก และต้องใช้ความเร็วต่ำ

ข้อควรปฏิบัติในการใช้รถเกียร์ออโต้

หลังทำความรู้จักกับตำแหน่งเกียร์แล้วยังมีเกร็ดน่ารู้ต่างๆ ในการขับรถเกียร์อัตโนมัติให้ปลอดภัยอีกไม่ว่าจะเป็น…
  1. ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ควรตรวจสอบให้เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P และสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P เท่านั้น เพราะหากคันเกียร์คร่อมอยู่ในตำแหน่ง P – R แรงสั่นสะเทือนจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ อาจทำให้เกียร์ดีดไปเข้าเกียร์ R ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  2. ในการขับรถลงทางลาดชัน ต้องใช้เกียร์ตำแหน่ง “D3” แต่กรณีที่ทางลงนั้นชันมาก ๆ ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง “2” เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) ในขณะเดียวกันคุณควรเหยียบเบรกไปด้วย หรืออาจใช้เบรกมือ เพื่อช่วยในการหยุดรถที่ดียิ่งขึ้น
  3. ห้ามใช้เกียร์ “N” หรือ “D4” ในการขับรถลงทางชันมากๆ เพราะกำลัวงเครื่องยนต์ไม่พอ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  4. การจอดรถแล้วไม่ดับเครื่องยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น จอดรถเพื่อไปลงเปิดประตูบ้านหรือไปซื้อของริมถนน ไม่ควรใช้ตำแหน่ง N แต่ควรใช้ตำแหน่ง P และใส่เบรคมือทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้รถพุ่งไปข้างหน้า
  5. หากต้องการเปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่งอื่น เช่น จากตำแหน่ง N ไป D หรือ R ต้องทำในขณะที่รถยนต์จอดสนิท และควรเหยียบเบรกป้องกันกันรถเคลื่อน
  6. หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควรอยู่ที่ตำแหน่ง D โดยแตะเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเปลี่ยนเป็น N และต้องการป้องกันรถไหลก็ใส่เบรคเบรกมือด้วย
  7. เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุกๆ 6 เดือนหรือปีละ 2 ครั้ง จะช่วยยืดอายุการทำงานของระบบเกียร์ได้เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดและการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ทำให้รถยนต์ต้องวิ่งๆ หยุดๆ แรงดันน้ำมันสูง-ต่ำไม่คงที่ในระบบเกียร์สูงจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง
                เพื่อความปลอดภัยของคุณและคนที่คุณรัก รวมถึงผู้โดยสารอื่นๆ ที่อาจอาศัยการเดินทางด้วยรถยนต์ของคุณ ลองตรวจสอบจากเกร็ดน่ารู้ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ประหยัดเชื้อเพลิง ยืดอายุการใช้งานรถยนต์ระบบเกียร์อัตโนมัติทั้ง 7 ข้อนี้ว่าคุณควรปรับปรุงในส่วนใดบ้าง นับเป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ ในการสร้างสังคมขับขี่ปลอดภัยสไตล์ DirectAsia ที่คุณเองก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน

แหล่งที่มา : http://www.directasia.co.th/blog/did-you-know/automatic-transmission-car-usage/